VISA AUS VISA NZ VISA USA VISA UK VISA CAN VISA SG
   
วันที่ 1 กันยายน 2553 ... แก้ไขล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2554 ( By SJC Inter Studies )   
 
    แชร์ประสบการณ์ สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา โดย พี่ก้อย SJC  
         
         
   
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2010…. พี่ก้อยมีโอกาสไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกามา เลยอยากแชร์ประสบการณ์โดยตรงให้กับน้องๆทราบค่ะ เป็นการสัมภาษณ์ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก แต่จริงๆแล้วเคยได้วีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก ได้เพราะไปท่องเที่ยวจริงๆ โน้นแนะ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ครั้งที่สองได้วีซ่าก็เพราะไปเรียนสมัยที่เรียนปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ ไปเรียนวิชา Business Policy เป็นเวลา 1 เดือน ที่ Claremont University, California เวลาก็ผ่านไปจนวีซ่าหมดอายุเมื่อ มีนาคม 2010...จึงต้องไปขอวีซ่าใหม่อีกวันนี้ ซึ่งได้ประสบการณ์ดีๆ มาแนะนำและเล่าสู่กันฟังค่ะ

พี่มีนัดสัมภาณ์เวลา 7:15AM ตื่นแต่ตี 4 ครึ่ง กลัวไปไม่ทันค่ะ ไปถึงหน้าสถานฑูตอเมริกา 6:30AM ก็ยืนเข้าแถวกันยาวเลยค่ะ ซึ่งทุกคนก็ได้เวลานัดหมายเวลาเดียวกัน ดูแล้วน่าจะเกิน 50 คน ส่วนคนที่ได้เวลานัดหมายอื่นก็ต้องยืนรออีกแถวนะค่ะ จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆให้ทะยอยเข้าไปทีละ 5-7 คนได้
 
       
   
ด่านแรก... พี่รักษาความปลอดภัยของสถานฑูตเค๊าจะตรวจกระเป๋าเราก่อน ถ้าเรามีพวกกุญแจที่เป็นรีโมท, Flat Drive และมือถือ เราต้องฝากพี่เค๊าไว้ข้างหน้าด่านนี้ก่อนค่ะ จากนั้นก็มีการสแกนกระเป๋า และเราก็ต้องเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ (X-Ray Machine) แล้วก็ได้ผ่านเข้าไปโดยดี ผ่านด่านแรกแล้ว เราก็เจอ
 
     
   
ด่านที่สอง... เราก็ต้องไปเข้าแถวรอ เพื่อให้น้องเจ้าหน้าที่เด็กๆ 2-3 คน(ใจดีและน่ารักมากค่ะ) ตรวจสอบเอกสารที่จะนำเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านถัดไป น้องเจ้าหน้าที่ตรงด่านที่สองนี้เค๊าจะดูหนังสือเดินทางของเรา... (หากเคยมีวีซ่าอเมริกาในเล่มเก่า ก็ควรที่จะนำไปให้เค๊าดูด้วยนะค่ะ) เจ้าหน้าที่จะดูว่าเราซื้อค่าวีซ่ามาหรือยัง และจะคัดเอกสารที่จำเป็น เช่น แบบฟร์อม DS-160, จดหมายเชิญ (หากมี), I-20 จากโรงเรียน ...แค่นี้ เท่านั้น จริงๆ...ไอ้ที่เตรียมไปพวก สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก หนังสือรับรองการทำงาน โฉนดที่ดินและอื่นๆที่เตรียมการขนไปนั้น เค๊าไม่ได้ดูเลย เรียกว่าแทบจะไม่แตะ ก็ งงๆๆ อยู่เหมือนกัน อุตส่าห์ตั้งใจเตรียมมาอวดสะเยอะแยะหลายสิ่ง หลายอย่าง จากนั้นก็ไปเจอ...
 
     
   
ด่านที่สาม... เข้าแถวรออีก ที่ช่อง 11 และ ช่อง 12 รอการตรวจเอกสารโดยเฉพาะแบบฟอร์ม DS-160 ว่ากรอกมาถูกต้องหรือป่าว รูปใช้ได้มั๊ย บางคนรูปใช้ไม่ได้เค๊าก็จะขอรูปใหม่ตรงช่องนี้เลย เจ้าหน้าที่เค๊าจะถามทุกคนนะว่ากรอกแบบฟอร์มเองหรือป่าว มีคุณป้าอยู่คนหนึ่งมายื่นวีซ่าท่องเที่ยวเหมือนกัน แกคงให้   เอเจ้นท์กรอกฟอร์มให้แล้วกรอกผิด ก็ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างดี ดังนั้นแนะนำว่าเวลาให้คนอื่นกรอกฟร์อมให้ เราควรที่จะรู้ทุกคำถามและทุกคำตอบด้วยนะค่ะ ตรงด่านนี้ เค๊าจะตรวจทานสิ่งที่เรากรอกและถามคำถามเป็นภาษาไทยบ้างเล็กน้อง อย่างพี่ โดนถามเลยนะว่า “มีใครอยู่ที่นั้นหรอ” ทั้งๆที่ในแบบฟร์อมไม่มีคำถามนี้ ซึ่งน้องชายพี่อยู่ที่อเมริกา นามสกุลสะกดเหมือนกัน เจ้าหน้าที่เค๊าคีย์ไปก็จะรู้ทันทีค่ะ เราก็ตอบไปตามความจริง เมื่อเจ้าหน้าที่เค๊าตรวจข้อความในแบบ DS-160 เรียบร้อยแล้ว เค๊าก็จะให้เราทำการสแกนลอยนิ้วมือ โดยเริ่มจาก 4 นิ้วมือซ้าย – 4 นิ้วมือขวา และต่อด้วย สองนิ้วโป้งซ้ายขวา พร้อมกัน เป็นอันว่าเรียบร้อย และก็ต้องไปนั่งรอเรียกคิวเชือดหล่ะทีนี้ โดยเจ้าหน้าที่กงศุลจะเป็นคนสัมภาษณ์
 
     
   
ด่านที่สี่... จะเป็นการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงศุล ดูแล้วจะเป็นช่องที่ 9, 10 และ 11 ค่ะ ของพี่เคยได้วีซ่าอเมริกามาก่อนแล้ว คิวจะขึ้นต้นด้วยเลข 9 จะถูกเรียกทีละ 10 คน เป็นช่องด่วน คือช่องหมายเลข 11 วันนี้เป็นกงศุลผู้ชาย เป็นคนต่างชาตินะ ซึ่งทุกคนพูดภาษาไทยได้หมด พี่ถูกถามไม่กี่คำถามนะ

คำถามแรก : When is your last time to USA
พี่ก็บอกว่า : Last December
คำถามที่สอง : เจ้าหน้าที่ถามทำนองว่าคุณไปทำอะไร
พี่ก็บอกว่า :  To visit school in USA. My job is about Overseas Education. I have to visit schools and our students in abroad.
คำถามที่สาม : Who is your supporter?
พี่ก็ตอบว่า : Myself


จากนั้นเค๊าก็ให้พี่สแกนนิ้วชี้ซ้ายอีกครั้ง เป็นอันว่าเรียบร้อย ถามแค่สามคำถามเท่านั้น และเจ้าหน้าที่ก็ให้เราออกไปจ่ายเงิน 75 บาทที่ทำการไปรษณีย์ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง ภายในสถานฑูต ซึ่งเค๊าจะจัดส่งหนังสือเดินทางของเรากลับมาให้ตามที่อยู่ที่เราจ่าหน้าซองค่ะ และวันถัดไป (23 ธันวาคม 2010) หนังสือเดินทางก็ถูกนำส่งมาที่บ้านพี่เรียบร้อยแล้ว และพี่ก็ได้วีซ่าท่องเที่ยวเป็นเวลา 10 ปี

 
     
   
สำหรับน้องสาวพี่ที่ไปด้วยกัน ก็ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวเหมือนกันแต่น้องสาวพี่ยื่นครั้งแรก เค๊าเจอสัมภาษณ์ที่ ช่อง 10 ค่ะ เป็นเจ้าหน้าที่กงศุลผู้หญิง ถามเสียงดังมาก ดูเหมือนดุนะ แต่ถ้าเราตอบคำถามเค๊าได้อย่างละเอียดและเป็นความจริง เค๊าก็ให้วีซ่านะ เท่าที่พี่เห็นวันนี้ไม่มีใครโดนปฏิเสธวีซ่าสักคนค่ะ ช่างโชคดีกันทั้งนั้น
 
     
 

ข้อแนะนำ:

  1. ถ้าพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ควรตอบเป็นภาษาอังกฤษก็น่าจะดีกว่านะค่ะ ขอเพียงมีความมั่นใจและมีสติเวลาตอบคำถามเจ้าหน้าที่กงศุล พี่เชื่อว่าน้องๆจะได้วีซ่าทุกคนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน หรือ วีซ่าไปดูงาน หรือ วีซ่าท่องเที่ยว ก็ตาม
  2. แม้ว่าเจ้าหน้าที่เค๊าไม่ดูเอกสารเช่น สมุดบัญชีเงินฝาก โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำงาน และอื่นๆ ของเราก็ตาม เราก็ควรเตรียมจัดไปให้ครบและให้เรียบร้อยไว้ก่อน อย่าประมาท
  3. แต่งตัวให้สุภาพไว้ก่อน ก็น่าจะมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะพี่เห็นบางคนแต่งตัวไม่สุภาพเลยค่ะ เราน่าจะให้เกียรติสถานที่นะค่ะ
  4. เจ้าหน้าที่สถานฑุตเค๊าดูใจดีกันทุกคนนะค่ะ อย่ากังวล และ กลัวเค๊ามากเกินไปค่ะ พี่เชื่อว่าน้องๆทุกคนจะได้ไปเที่ยว และ เรียนที่สหรัฐอเมริกาได้อย่างแน่นอนค่ะ
 
     
   
+++++ หากมีคำถาม พี่ก้อย ยินดีให้คำแนะนำและปรีกษา ฟรี!! +++++
สามารถอีเมล์มาคุยกับพี่ก้อยได้ที่ info@sis.co.th ค่ะ
 
       
   
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
       
   
   
    แชร์ประสบการณ์สัมภาษณ์ "วีซ่านักเรียน" ของ น้องอุ้ม  
         
         
   
อุ้มทำเรื่องสมัครเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ เป็นเวลา 1 ปี กับสถาบัน ELS San Francisco โดยใช้บริการกับ ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เอสเจซี อินเตอร์ สทัดดี ค่ะ  พี่ๆ น่ารักมาก ช่วยฝึกซ้อมสัมภาษณ์ให้อุ้มก่อนไปสัมภาษณ์วีซ่าอยู่หลายครั้งเลยค่ะ อุ้มมีนัดสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2011 เวลานัด 7.45 น. อุ้มมาถึงสถานฑูตก่อนเวลานัดหมาย 1 ชั่วโมงค่ะ มาถึงหน้าสถานฑูตเวลา 6.30 น. (*O*)
 
       
   
ระหว่างที่รอเข้าแถวตามที่นัดหมาย จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจเอกสาร  พนักงานจะขอใบที่มี Barcode ค่ะ (น่าจะเป็นฟอร์ม DS-160) แล้วเขียน ยึกยือยึกยือ บนหัวกระดาษ ไม่ต้องสนใจ มันเป็นความหมายที่เราไม่เข้าใจคะ 555 จากนั้นเค้าก็คืนให้เรา

เจ้าหน้าที่เค๊าจะให้เราปิดมือถือ และเตรียมของเพื่อนำไปฝากไว้พี่ Secure ด้านใน พี่ Secure จะให้ใบสีฟ้าๆ มา (ใบนี้เราจะถือเข้าไปกรอกด้านในระหว่างรอต่อแถวคะ) ** เตรียมปากกาไปด้วยนะคะ จะได้ไม่ต้องไปยืมคนอื่น ^.^

ใบสีฟ้าเป็นใบที่ถ้าหากสัมภาษณ์ผ่าน เค้าจะจัดส่งหนังสือเดินทางของเรากลับมาให้ตามที่อยู่ที่กรอกในใบสีฟ้าคะ  ยื่นเอกสารที่เตรียมมา และใบสีฟ้าให้กับเค้า  O-(*_*)=l===>

 
     
   

หลังจากนั้นเค้าจะให้เข้าไปในห้องแล้วต่อคิว เพื่อพิมลายนิ้วมือ  ตรวจเช็คเอกสาร และจะมีการสอบถามข้อมูลนิดหน่อย <(-'.'-)> เพื่อเช็คว่าที่กรอกข้อมูลมาตรงกับความเป็นจริงรึป่าว (เค้าถามอุ้มว่าจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ) **ตอบอย่างมั่นใจไปเลยคะว่าอังกฤษ เพราะเราเตรียมมาแล้ว อิอิ

จากนั้นเค้าจะให้บัตรคิวมาเพื่อรอเรียกสัมภาษณ์อีกรอบกับเจ้าหน้าที่กงศุล ** (>.<) //.... อย่าลืมสวัสดีด้วยนะคะเวลาเข้าช่องแต่ละช่อง...ทำหน้ายิ้มๆ *^_^*  และก็ตอบให้ชัดเจน ออกแนวว่า CHAN-MUN-JAI (ฉันมั่นใจ) อยากถามอะไรก็ถามม๊ะ555  ((# ใจเต้นตุ๊บตุ๊บตุ๊บ#))

 
     
   

ด่านสุดท้าย : ถึงคิวเรียก (อย่าลืมสวัสดีนะคะ) เจ้าหน้าที่กงศุลก็จะสัมภาษณ์ ต่างคนต่างสไตล์ค่ะ อุ้มโดนฝรั่งสัมภาษณ์ แนะนำว่าอย่าสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยนะคะ เพราะว่าเค้าพูดฟังยากกว่าภาษาอังกฤษอีก (  ํ_ ํ ?) เห่อๆๆๆ

สำหรับคำถามนะคะเค้าถามว่า...สบายดีมั้ย ไปทำ อะไรที่อเมริกา ไปนานแค่ไหน เรียนจบ
มานานรึยัง จบเมื่อไหร่ รับปริญญาหรือยัง รับเมื่อไหร่ จะไปวันไหน อยากไปนานแค่ไหน คิดว่ากลับมาแล้วจะทำ อะไร (กรณีนี้อุ้มตอบว่า จะมาต่อปริญญาโทที่เมืองไทย) เค้าเลยถามต่อว่า เรียนจบปริญญาโทแล้วจะทำอะไรต่อ

จากนั้นก็จะถามเกี่ยวกับผู้สนับสนุนทางการเงิน ผู้สนับสนุนทำงานอะไร คิดว่าได้ประโยชน์อะไรจากการไปเรียนครั้งนี้ ทำไมถึงเลือกไปเรียนอเมริกา มีคนรู้จักที่นู้นมั้ย เคยไปเมืองนอกมารึป่าว (ถ้าเคยไปก็บอกด้วยนะคะว่าเคยไปที่ไหนมามาบ้าง) **หนังสือเดินทางเล่มเก่าเอาไปด้วยนะคะ ถ้าเกิดว่ามีประวัติการเดินทางในเล่มเก่าเค้าจะขอดูด้วยอะคะ สำหรับการสัมภาษณ์ ถ้าผ่านเค้าจะให้ใบสีฟ้ากลับคืนมา แล้วก็เอาหนังสือเดินทางของเราไป
 
     
   

ต่อจากนั้น...เราก็เอาใบสีฟ้า เดินออกไปหย่อนที่ตู้ไปรษณีย์ขวามือตรงทางเดินออก ชำระค่าซอง (แอบจำ ราคาไม่ได้อะค่ะแต่ไม่เป็นไรมันมีป้ายแปะบอกค่ะ) แล้วเค้าจะให้ซองมาเราก็เขียนที่อยู่อีกรอบที่ซองคะ จากนั้นก็ยื่นให้เค้าเร้ยยยยย

เสร็จแล้ว ก็กลับบ้านได้คะ อย่าลืมเอาของที่ฝากกลับบ้านด้วยนะคะ อ้อ!! สำหรับคนที่บน(สิ่งศักดิสิทธิ์)ว่าขอให้ผ่าน อย่าลืมไปแก้บนด้วยนะคะ ....... อิอิ ........ และแล้วอุ้มก็ได้หนังสือเดินทางกลับมา พร้อมกับวีซ่านักเรียนเป็นเวลา 5 ปีค่ะ อุ้มหวังว่าประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าของอุ้มนี้จะช่วยไกค์ให้เพื่อนๆเกิดความมั่นใจขึ้นเวลาไปยื่นขอวีซ่าอเมริกานะค่ะ

หากมีคำถาม มีข้อสงสัย หรือต้องการทราบขั้นตอนต่างๆ พี่ก้อย แนะนำได้อย่างดีมากๆเลยค่ะ พี่ก้อยสอนอุ้มและให้คำแนะนำอุ้มทุกขั้นตอนอย่างละเอียด (แถมแอบกดดันอุ้มเล็กน้อย) แต่ก็ดีค่ะ ทำให้อุ้มมีความมั่นใจและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่เวลาถูกสัมภาษณ์ค่ะ...แล้วเจอกันที่อเมริกานะค่ะ
 
     
   
+++++ หากมีคำถาม พี่ก้อย ยินดีให้คำแนะนำและปรีกษา ฟรี!! +++++
สามารถอีเมล์มาคุยกับพี่ก้อยได้ที่ info@sis.co.th ค่ะ
 
       
   
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
       
   
- หลักฐานเพื่อใช้ในการขอวีซ่านักเรียนประเทศอเมริกา -
 
         
   
1.
แบบฟอร์มขอวีซ่า DS-160
 
   
2.
I-20 ซึ่งออกโดยสถาบันการศึกษา
 
   
3.
หนังสือเดินทาง
 
   
4.
รูปถ่ายขนาด 50 mm * 50 mm (เท่ากับ 5 * 5 ซม.) จำนวน 2 ใบ พื้นหลังต้องสีขาวเท่านั้น ห้ามมีขอบ ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน และควรเห็นใบหูด้วย สัดส่วนใบหน้าต้องเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ของรูปถ่าย
 
   
ตัวอย่างรูปถ่ายที่ถูกต้อง :  
   
 
   
5.
สำเนาบัตรประชาชน จำนวน  2 ใบ (เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)
 
   
6.
สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 2 ใบ (เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)
 
   
7.
หลักฐานการศึกษา ตัวจริง ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ตามลำดับ โดยหลักฐานการศึกษานี้ต้องระบุ ชื่อของสถาบัน ที่อยู่ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ อย่างชัดเจน (พร้อมสำเนา เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)
 
   
8.
รายชื่อของบุคคลในครอบครัวทุกคน  ที่อยู่ที่ติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์
 
   
9.
รายชื่อบุคคลที่อ้างถึง Reference อย่างน้อย 2 คน พร้อมที่อยู่  เบอร์โทรศัพท์ และ อีเมล์ (บุคคลอ้างอิงนี้ไว้เพื่อสามารถสอบถามประวัติของผู้สมัครได้)
 
   
10.
หลักฐานการทำงาน ต้องระบุ วันเริ่มงาน เงินเดือน ตำแหน่ง (กรณีที่เคยทำงานมาก่อน)  เป็นภาษาอังกฤษ โดยจะต้องมีหลักฐานตั้งแต่เรียนจบ
 
         
      หลักฐานของผู้สนับสนุนทางการเงิน  
         
    11. สำเนาบัตรประชาชน ของผู้สนับสนุนทางการเงิน  
    12. สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้สนับสนุนทางการเงิน  
    13.
หลักฐานการทำงานของผู้สนับสนุนทางการเงิน ต้องระบุ รายได้ต่อปี เงินเดือน ตำแหน่ง วันเริ่มงานในหนังสือรับรองการทำงานด้วย กรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัท หรือ หลักฐานการจดทะเบียน (หนังสือรับรองบริษัทจะต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน)
 
    14. หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินซึ่งออกโดยธนาคาร ว่าผู้สนับสนุนมีเงินฝากในบัญชีเป็นเงินสหรัฐจำนวนเท่าไหร่ (Bank Guarantee)  
    15. สมุดเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน โดยต้องให้ธนาคารรับรองสำเนาด้วย  พร้อมตัวจริง  
    16. จดหมายรับรองจากผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินโดยต้องมีลายเซ็นต์ผู้สนับสนุน
กรณีที่ผู้สนับสนุนไม่ใช่บิดาหรือมารดา ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้สนับสนุนกับนักเรียนมาด้วย
เช่น คุณอา เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านของคุณอาและคุณพ่อมาด้วย
หรือ คุณน้า เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านของคุณน้าและคุณแม่มาด้วย
หรือ พี่ เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านของพี่มาด้วย
 
    17. ใบเรียน ร.ด. (กรณีที่เคยเรียน)  
    18. ค่าธรรมเนียมวีซ่า 4,200 บาท ค่า Pin จองวันนัดสัมภาษณ์ 360 บาท  
         
         
     
@@@ SJC Inter Studies สามารถขอเอกสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้แล้วแต่กรณี  @@@
 
         
 
 
 
 
Home     |     About us     |     Promotion     |     Country     |     Gallery     |     Contact us
 
               
  ศึกษาต่อต่างประเทศ Study Aboard Promotion Knowledge Embassy's website หลักฐานการขอวีซ่าฯ  
    เรียนต่ออเมริกา   Study in USA   Promotion in USA   I ELTS   สถานทูตอเมริกา   วีซ่าอเมริกา  
    เรียนต่ออังกฤษ   Study in UK   Promotion in UK   TOEFL   สถานทูตอังกฤษ   วีซ่าอังกฤษ  
    เรียนต่อนิวซีแลนด์   Study in NZ   Promotion in NZ   TOEIC   สถานทูตนิวซีแลนด์   วีซ่านิวซีแลนด์  
    เรียนต่อออสเตรเลีย   Study in AUS   Promotion in AUS   University   สถานทูตออสเตรเลีย   วีซ่าออสเตรเลีย  
    เรียนต่อแคนาดา   Study in CAN   Promotion in CAN   สำนักงานกฎหมาย   สถานทูตแคนาดา   วีซ่าแคนาดา  
    เรียนต่อสิงคโปร์   Study in SG   Wedding Studio   สถานทูตสิงคโปร์   วีซ่าสิงคโปร์  
          Fashion   สถานทูตจีน